วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระเสด็จสู่สวรรคาลัย ใช้ให้ถูก

 
 "อิจฉาคนบนฟ้า 
ได้เทวดากลับสวรรค์"




     เวลาค่ำของวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จะเป็นวันที่ถูกจารึกอยู่ในดวงใจของคนไทยนานตราบเท่านาน แต่ทว่าไม่ได้จารึกด้วยความยินดี แต่เป็นวันแห่งความโศกเศร้าเสียใจของคนไทยทั้งประเทศ กับการสูญเสียดวงใจของแผ่นดิน
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช หรือ ในหลวง ของเราชาวไทย ได้สวรรคตลงท่ามกลางความเสียใจ ความทุกข์ ความอาลัยรักของพสกนิกรไทยทั่วทุกพื้นที่
     ประชาชน หน่วยงานต่างๆ จึงเขียนถ้อยความ ออกมาเพื่อแสดงความอาลัยต่อพระองค์ ซึ่งข้อความทั้งหลายเหล่านั้นมีทั้งถูกและผิดสลับกันไป แต่ด้วยเจตนาแห่งการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความเคารพในพระองค์ท่านจึงไม่มีการออกมาต่อว่ากัน สำหรับในบทความนี้ผู้เขียนมีจุดประสงค์เพื่อเสนอสิ่งที่ถูกต้องเพื่อที่จะใช้ข้อความได้สมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ จึงขออธิบาย ดังนี้

1. คำว่า "ถวายความอาลัย" ไม่มีธรรมเนียมใช้ หากจะจำโดยง่าย คือ ถวาย แปลว่า ให้ หากให้ไปแล้วจะขอคือไม่ได้ ถ้าทุกท่านใช้คำว่า ถวายความอาลัย นั้นแปลว่า ท่านให้ความอาลัยพระองค์ท่าน พ้นจากตอนถวายก็หมดความอาลัยต่อท่านแล้ว คำที่นิยมใช้ คือ "แสดงความอาลัย" ทุกท่านอาจจะไม่นิยมใช้เพราะศัพท์ไม่สวยหรูดูธรรมดา

2. คำว่า "ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป" ที่ถูกต้องจะต้องใช้คำว่า พระบาท เพราะพระบาทเป็นนาทราชาศัพท์สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ หากใช้คำว่า บาท เฉยๆ เท่ากับว่าเราลดพระอิสริยยศของพระองค์ท่าน

3. คำว่า "ส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย" นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะพระองค์ถึงพร้อมด้วยบุญญาธิการ และบารมี เราประชาชนคนธรรมดามิอาจเอื้อมจะต้องส่งพระองค์ท่าน เพราะพระองค์ท่านสามารถไปสู่สวรรค์ได้ด้วยพระองค์เอง (แต่เข้าใจความรู้สึกคนไทยว่า อยากส่งเสด็จพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย) จึงควรใช้คำว่า "พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย" หรือ "เสด็จสู่สวรรคาลัย" ก็จะทำให้ภาษางามถูกต้องตามหลักเกณฑ์

4. คำว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ" ทำไมถึงเรียกเช่นนี้
เหตุผลแรกก็คือเป็นการแยกให้แตกต่าง จากพระเจ้าอยู่หัวที่เสวยราชสมบัติในเวลาปัจจุบัน ฉะนั้นถ้าเรียกในหลวง หรือพระเจ้าอยู่หัว เฉยๆ แล้ว ก็หมายถึง พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ข้อนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระวินิจฉัยไว้ในหนังสือกรัณยานุสรว่า

“ให้ผู้อ่านพึงเข้าใจว่า  พระเจ้าแผ่นดินซึ่งเปนพระราชบิดาพระเจ้าแผ่นดินในประจุบันนั้น  เรียกว่าพระบรมโกษฐดังเช่นว่ามาแล้วในข้างต้น  เพราะพระบรมโกษฐนี้สวรรคตแล้ว พระราชโอรสได้เปนพระเจ้าแผ่นดิน "
เหตุผลที่ ๒ ก็มาจากกฎมณเทียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ 2467
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ได้ทรงแต่ตั้งองค์รัชทายาทไว้
เมื่อทรงเสด็จสวรรคต ประธานรัฐสภาจะกราบบังคมทูล อัญเชิญองค์รัชทายาท
คือองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฏราชกุมาร
ขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อไป
มีผู้รู้บอกว่า คำว่า " พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ " ใช้จนกระทั่งมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเรียบร้อยแล้ว จึงกลับมาบ่งพระนามพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชหรือ ร.9 แทน

5. การออกพระนามพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่
พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ จะเรียกว่า " สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว " จะไม่มีคำว่า " พระบาท " นำหน้า คำสั่งของพระองค์จะไม่เรียก " พระบรมราชโองการ " จะใช้เป็น "พระราชโองการ "แทน และที่สำคัญจะยังไม่มีการใช้ "นพปฎลเศวตฉัตร "( ฉัตร ๙ ชั้น ) จะทรงใช้ได้ เพียง " สัปตปฎลเศวตฉัตร " ( ฉัตร ๗ ชั้น ) จนกว่าจะได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เท่านั้น

                                                          ประจักษ์ น้อยเหนื่อย : เรียบเรียง

ขอบคุณแหล่งที่มา
               ร้อยโท พีรพันธ์ สรรเสริญ
               ราชบัณฑิตยสภา
               ผศ.สนั่น มีขันหมาก
               ผศ. ดร. อาทิตย์ ชีรวณิชย์


วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

ชิ้นงาน บทอาขยาน "ทำนองในหัวใจ ร้องตามใจต้องการ" ม.๖




  ตัวอย่างชิ้นงาน บทอาขยาน "ทำนองในหัวใจ ร้องตามใจต้องการ"


เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖




***เป็นวิดีโอเพื่อการศึกษา ไม่หวังผลทางการค้าแต่อย่างใด***

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

"ไสยเวทย์” ที่ปรากฏในขุนช้าง-ขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา

               



ประจักษ์ น้อยเหนื่อย : เรียบเรียง



    เป็นระยะเวลา ๒๐๐ กว่าปีที่วรรณคดีเรื่อง ‘ขุนช้างขุนแผน’ โลดแล่นอยู่ในสังคมไทย บทบาทอันเข้มข้นซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความผูกพันระหว่างเพื่อน ก่อนจะพัฒนาไปสู่รักสามเส้าของหนึ่งหญิงสองชาย โศกนาฏกรรมและเรื่องราวโกลาหลที่ใครจะคาดคิด ได้กลายเป็นเสน่ห์ที่มัดใจผู้คนให้หลงใหลอยู่ในความสนุกสนานไม่รู้เบื่อ เหตุที่เป็นเช่นนี้ สามารถสันนิษฐานได้หลายประการด้วยกันไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อที่ว่า เรื่องขุนช้างขุนแผนมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง ดังที่ปรากฏหลักฐานอ้างอิงจำนวนไม่น้อย ทั้งพระนามของพระมหากษัตริย์สมัยนั้นคือ สมเด็จพระพันวษา ก็ยังตรงกับพระนามของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ ที่ถูกบันทึกอยู่ในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า หรือชื่อสถานที่ ถนนหนทางในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่แต่ละแห่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับของตัวละครในเรื่องทั้งสิ้น และอีกประการคือ กลวิธีการประพันธ์ที่รังสรรค์ไว้อย่างแยบยล ในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน มีกระบวนการเล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง มีรูปแบบซับซ้อนชวนติดตาม อุดมไปด้วยรสของวรรณคดีที่หลากหลาย ตลอดจนสะท้อนให้เห็นภาพการดำเนินชีวิตของละครได้อย่างชัดเจน วรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนจึงเปรียบเสมือนคันฉ่องที่สะท้อนสภาพสังคม เพราะขุนช้างขุนแผนเป็นผลจากการสร้างสรรค์ของกวี เมื่อกวีอยู่ในสังคมใด กวีก็นำเรื่องในสังคมนั้นมาประกอบในการสร้างสรรค์ผลงาน จนอาจกล่าวได้ว่า หากเราอยากทราบว่าคนในสังคมหนึ่งเป็นเช่นไร ก็ให้อ่านวรรณคดีของสังคมนั้น ในวันนี้จึงเชิญชวนคุณผู้อ่านทุกท่านให้ลองมาพิจารณา “ไสยเวทย์” ที่ปรากฏในขุนช้าง-ขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ว่ากันว่าเป็นภาพสังคมวัฒนธรรมของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ใช่สภาพสังคมในสมัยอยุธยาตามท้องเรื่องแต่อย่างใด ในช่วงเวลาดังกล่าว “ไสยเวทย์” ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในสังคมไทย ดังนั้น เรื่องราวของขุนช้างขุนแผนจึงกำหนดให้ตัวละครต้องเกี่ยวข้องกับความเชื่อและไสยศาสตร์เกือบตลอดทั้งเรื่อง การพิจารณาเรื่อง “ไสยเวทย์” ที่ปรากฏในขุนช้าง-ขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา จึงน่าจะช่วยให้เรามองเห็นความเชื่อและวิธีแก้ปัญหาของคนไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้โดยอ้อม



   “ไสยศาสตร์” เป็นศาสตร์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดศาสตร์หนึ่งสำหรับคนไทย มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กฎหมายไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม ประมาณพ.ศ.๒๑๖๘ ให้จัดตั้งกระทรวงแพทยาคม เพื่อชำระคดีผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคุณไสย เสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปด้วยวิทยาคม กฎหมายบัญญัติลงโทษผู้กระทำผิดในการใช้คุณไสยและวิทยาคมทำร้ายผู้อื่นทางอาญา และในหนังสือวรรณกรรมต่าง ๆ มีการกล่าวถึงเรื่องทางไสยศาสตร์อยู่มาก สำหรับไสยศาสตร์ นั้น สามารถแบ่งได้เป็น ๒ กลุ่ม ดังนี้
      ๑.ไสยขาว : เป็นไสยศาสตร์ที่มิได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น เน้นอิทธิวิธีต่าง ๆ เช่น การดูเมฆเพื่อหาฤกษ์ยาม หรือวิธีที่เรียกว่า สูรย์จันทร์ และสุริยกลา โดยสังเกตจากลมหายใจเข้าออก เป็นต้น ซึ่งไสยขาวนี้เชื่อว่าหากปฏิบัติตามแล้วจะเกิดสิ่งมงคลแก่ตัว
      ๒.ไสยดำ : จัดเป็นเดรัจฉานวิชา เป็นไสยศาสตร์ที่มุ่งทำร้ายผู้อื่น สำหรับ ไสยศาสตร์ประเภทนี้ที่ปรากฏในเรื่อง ได้แก่ การทำเสน่ห์ โดยเฉพาะ “การฝังรูปฝังรอย” เช่น ตอนที่เถรขวาดทำเสน่ห์ให้พลายงามมารักนางสร้อยฟ้า ภรรยาน้อย เป็นต้น สำหรับ“ไสยเวทย์” ที่ปรากฏในขุนช้าง-ขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา เริ่มตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบตอนซึ่งสามารถแบ่งประเภทของไสยศาสตร์ที่ปรากฏในตอนนี้อย่างคร่าวได้ ๓ ประเภท ได้แก่
      ๒.๑ เวทย์มนตร์คาถา : อธิบายถึงคาถาต่าง ๆ เช่น คาถามหาละลวย คาถาสะกดให้หลับ คาถาเสน่ห์ยาแฝด ในตอน ขุนช้างถวายฎีกาปรากฏการใช้เวทย์มนตร์คาถา ดังนี้
      ๒.๑.๑ คาถาใช้สะกด : ซึ่งเป็นการกระทำที่ส่งผลต่อผู้อื่นและจะต้องเตรียมพิธีกรรม เนื่องจากเป็นการลักลอบกระทำและเป็นการเผชิญภัย เช่น ตอน พระไวยขึ้นเรือนขุนช้างเพื่อพานางวันทองมาอยู่ด้วยนั้นก่อนที่พระไวยจะไปยังเรือนขุนช้าง พระไวยได้ทำพิธีเซ่นเหล้าเพื่อเลี้ยงผีพรายให้อิ่มหนำสำราญเพื่อที่จะได้พร้อมทำงาน ดังนี้ “จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว ลงยันต์ราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขึ้นหัว เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา จับดาบเคยปราบณรงค์รบ เสร็จครบบริกรรมพระคาถา ลงจากเรือนไปมิได้ช้า รีบมาถึงบ้านขุนช้างพลัน ฯ หรือจะเป็นในตอนที่นางวันทองฝันร้าย ขุนแผนจึงต้องช่วยแก้ฝัน และใช้คาถาเพื่อช่วยแก้ฝันก่อนจะเข้าเฝ้าสมเด็จพระพันวษา ดังนี้ “ ครานั้นวันทองเจ้าพลายงาม ได้ฟังความคร้ามครั่นหวั่นไหว ขุนแผนเรียกวันทองเข้าห้องใน ไม่ไว้ใจจึงเสกด้วยเวทมนตร์ สีขี้ผึ้งสีปากกินหมากเวท ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน น้ำมันพรายน้ำมันจันทน์สรรเสกปน เคยคุ้มขลังบังตนแต่ไรมา แล้วทำผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักรักทุกหน้า เสกกระแจะจวงจันทน์น้ำมันทา เสร็จแล้วก็พาวันทองไป”
    ๒.๑.๒ คาถาขับไล่ผี (ล้างอาถรรพณ์) : เมื่อไปถึงเรือนขุนช้าง พระไวยจึงใช้คาถาล้างอาถรรพณ์ที่บ้านของขุนช้าง เพราะบ้านคนไทยในสมัยก่อนประตูบ้านจะมีเทวดาและภูตผีพรายคอยปกปักรักษา และยังมีอาถรรพณ์คุ้มครองป้องกันอีก เมื่อพระไวยจะเข้าบ้านขุนช้างจึงต้องร่ายมนตร์ถอนอาถรรพณ์เสียก่อน หากอาถรรพณ์ของขุนช้างไม่เสื่อม เครื่องรางของขลังและเวทย์มนตร์ของพระไวยก็จะเสื่อมคลายความศักดิ์สิทธิ์เมื่อผ่านประตูบ้านของขุนช้างเข้าไป ดังนั้นเมื่อพระไวยมาถึงหน้าบ้านของขุนช้างจึงต้องใช้คาภาล้างอาถรรพณ์ ดังนี้ “จึงร่ายมนตรามหาสะกด เสื่อมหมดอาถรรพ์ที่ฝังอยู่ ภูตพรายนายขุนช้างวางวิ่งพรู คนผู้ในบ้านก็ซานเซอะ ทั้งชายหญิงง่วงงมล้มลงหลับ นอนทับคว่ำหงายก่ายกันเปรอะ จี่ปลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงุยงมไม่สมประดี”
    ๒.๑.๓ คาถาสะเดาะกลอน : การสะเดาะกลอน หรือสะเดาะโซ่ตรวนให้หลุดจากตัวเพื่อให้พ้นจากพันธนาการก็นับว่าเป็นการกระทำทางไสยศาสตร์เช่นเดียวกัน ในตอน ขุนช้างถวายฎีกานั้นพบในช่วงหลังจากที่พระไวยใช้คาถาล้างอาถรรพณ์ที่บ้านของขุนช้าง ต่อจากนั้นก็ใช้พรายสะเดาะกลอน ดังนี้
 “ใช้พรายถอดกลอนถอนลิ่ม         รอยทิ่มถอดหลุดไปจากที่
ย่างเท้าก้าวไปในทันที                  มิได้มีใครทักแต่สักคน”
 .......................................................... ..........................................
จุดเทียนสะกดข้าวสารปราย          ภูตพรายกระโดดเรือนสะเทือนผาง
สะเดาะดาลบานเปิดหน้าต่างกาง  ย่างเท้าก้าวขึ้นร้านดอกไม้”

 ๒. ภูติผีปีศาจ : ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นและถูกสะกดด้วยเวทย์มนตร์ เช่น ผี พราย กุมารทอง ในตอน ขุนช้างถวายฎีกาปรากฏภูตผีปีศาจที่โดดเด่นและมีหน้าที่สำคัญในการเป็นผู้ช่วยของพระไวยคือ ผีพราย ดังตัวบท
     จึงร่ายมนตรามหาสะกด           เสื่อมหมดอาถรรพ์ที่ฝังอยู่
ภูตพรายนายขุนช้างวางวิ่งพรู       คนผู้ในบ้านก็ซานเซอะ
.......................................................... ..........................................
ใช้พรายถอดกลอนถอนลิ่ม           รอยทิ่มถอดหลุดไปจากที่
ย่างเท้าก้าวไปในทันที                  มิได้มีใครทักแต่สักคน”

๓. เครื่องรางของขลัง : สิ่งที่ตัวละครใช้พกติดตัวเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจว่าเมื่อทำงาน จะสำเร็จและแคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง เช่น ผ้าซิ่น หรือ ตะกรุด ก็เช่นเดียวกัน เรามักพบหลักฐานเกี่ยวกับการ "ใช้" ตะกรุดและเครื่องราง เช่นเดียวกันกับในตอนขุนช้างถวายฎีกา จากข้อมูลในข้างต้นจึงสรุปได้ว่า ไสยศาสตร์ก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีความเชื่อเป็นฐานสามารถเป็นที่พึ่งของคนได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นความเกินเลยของจินตนาการมนุษย์ แต่ก็มีเค้ามูลที่มาจากความเป็นจริง ประเพณี และวิถีปฏิบัติของผู้คนในสมัยนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตลอดระยะเวลา 200 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ขุนช้างขุนแผนจะสามารถหยัดยืนอยู่บนแถวหน้าของวงการวรรณคดีได้อย่างเป็นอมตะ และถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใดก็ตาม















เอกสารอ้างอิง 
     ชวน เพชรแก้ว. การศึกษาวรรณกรรมไทย กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๔.
     ประจักษ์  ประภาพิทยากร. ประเพณีและไสยเวทวิทยาในขุนช้างขุนแผน. องค์การค้าคุรุสภา, ๒๕๒๕.      วิเชียร      เกษประทุม. เล่าเรื่องขุนช้างขุนแผน กรุงเทพฯ : เรืองแสงการพิมพ์, ๒๕๑๓.
     อภิรักษ์ ชัยปัญหา. (๒๕๔๘). ความเชื่อและไสยศาสตร์ในขุนช้างขุนแผน.